วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

การเลี้ยงไส้เดือนดิน

      เดิมนายไพรัตน์ ชื่นศรี มีอาชีพเป็นครูแต่ได้ผันตัวเองมาเป็นปราชญ์เกษตร เริ่มทำงานพัฒนาการเกษตรในหมู่บ้าน ครั้งหนึ่งนักวิชาการได้นำไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันมาให้นายไพรัตน์ทดลองเลี้ยง จำนวน 20ตัว ปรากฏว่าไส้เดือนสามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี นายไพรัตน์จึงเริ่มศึกษาวิธีการเลี้ยงไส้เดือนอย่างจริงจัง จนสามารถนำความรู้มาเผยแพร่และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ไส้เดือนสามารถจำแนกตามอาหารที่กินได้สองประเภท คือ ประเภทที่กินดิน และประเภทที่กินขยะ (พันธุ์แอฟริกันและพันธุ์ขี้ตาแร่) ประเภทที่กินดินนั้นไม่เป็นประโยชน์ทางการเกษตรมากนัก แต่ประเภทที่กินขยะมีประโยชน์มากทีเดียว
การเลี้ยงไส้เดือนดิน
         โดยทั่วไปไส้เดือนจะอาศัยอยู่ในดินที่ชื้นแฉะและอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจึงเลียนแบบธรรมชาติโดยการนำไส้เดือนดินมาเลี้ยงในถังที่มีดิน เศษอาหาร ผัก และผลไม้ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเศษกระดาษที่มีความชื้นอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ไส้เดือนเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
วัสดุอุปกรณ์
1.        ถังพลาสติก/ถังคอนกรีต
2.        เศษอิฐ
3.        ฟางข้าว/หญ้าแห้ง
4.        ขุยมะพร้าวแช่น้ำ
5.        ดินผสมปุ๋ยคอก
6.        เศษผัก ผลไม้ กระดาษ
7.       ตาข่าย
8.      ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกัน/พันธุ์ขี้ตาแร่
วิธีการ
1.        เตรียมถังเพาะเลี้ยง (ถังพลาสติกหรือถังคอนกรีต) ให้เจาะรูใส่ท่อระบายน้ำเพื่อเก็บปุ๋ยน้ำ ตั้งไว้ในที่ร่มแสงส่องไม่ถึง
2.        ที่ก้นถังใส่เศษอิฐ สูง 10 ซม. เพื่อช่วยให้ระบายน้ำได้ดีขึ้น
3.        ใส่ฟางแห้งที่แช่น้ำแล้วหนาพอประมาณ ตามด้วยขุยมะพร้าวแช่น้ำ
4.        นำดินผสมปุ๋ยคอกเททับลงไป แล้วปล่อยไส้เดือนลงในถังเพาะเลี้ยง
5.        ใส่เศษอาหาร เศษพืชผัก ผลไม้ ให้ทั่วพื้นผิวด้านบน แต่อย่าให้หนา ใช้ตาข่ายพลาสติกคลุมฝาถังด้านบนไว้
6.        เติมเศษอาหารทุก ๆ 3-4 วัน หรือเมื่อเห็นว่าอาหารหมด คอยรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอไส้เดือนจะเจริญเติบโต สามารถเก็บแยกออกไปเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ 
ไส้เดือนสามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 500 บาทต่อกิโลกรัม มูลไส้เดือนสามารถเก็บไว้ใช้งานได้เหมือนปุ๋ยทั่ว ๆ ไป ปัสสาวะไส้เดือน (ส่วนของน้ำที่ไหลออกมาทางท่อด้านล่าง) สามารถใช้แทนปุ๋ยน้ำได้ และช่วยกำจัดขยะพวกเศษพืชผักและผลไม้ รวมทั้งกระดาษได้ดี ใช้เป็นต้นแบบในการกำจัดขยะของเทศบาล
เจ้าของผลงาน   นายไพรัตน์   ชื่นศรี
สถานที่ติดต่อ  ศูนย์การเรัยนรู้ชุมชนบ้านแสงจันทร์  99  หมู่ 7  ตำบลสนามชัย  อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  31150 โทรศัพท์  081-966-4317
ที่มา :    สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร "นวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้ของเกษตรกรและชุมชน", 2552.

การเพาะเห็ดในขอนไม้

       ในบริเวณบ้านหรือสวนของเกษตรกรโดยทั่วไป จะมีการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับบริโภค ใช้สอย หรือเป็นร่มเงา โดยเฉพาะมะม่วง มีการปลูกในทุกสวน เมื่อมะม่วงอายุมากขึ้นเป็น 20-30ปี ผลผลิตจะลดลงหรือแห้งตาย นอกจากจะใช้เป็นฟืนเผาถ่านเพียงอย่างเดียว เราสามารถนำกิ่งมะม่วงมาเพิ่มมูลค่า โดยการทำให้ขอนไม้กลายเป็นเห็ดขอนขาว เห็ดบด เพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนที่สามารถเก็บกินได้ยาวนานหลายปีได้ง่าย ๆ
วิธีการเพาะเห็ดในขอนไม้
เห็ดขอนขาว ใช้ไม้มะม่วงทุกพันธุ์ ไม้นุ่น ไม้เหลื่อม ฯลฯ
เห็ดขอนดำหรือเห็ดบด ใช้ไม้แต้ ไม้ติ้ว ไม้จิก ไม้กระยอม
อุปกรณ์
1.      ขอนไม้ (ไม้สด ๆ)
2.      ก้อนเชื้อเห็ดที่เชื้อเดินเต็มถุงแล้วพร้อมเป็นดอก
3.      เหล็กแป๊บกลวง ขนาด 6-8 หุน ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว
4.       ค้อนไม้สำหรับตอกเหล็ก
5.      เหล็กกลมขนาด 3-4 หุน ยาว 1 คืบ
วิธีการทำ
1.       ตัดไม้ที่จะนำมาเพาะให้ยาวประมาณ 1 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว
2.       ใช้เหล็กกลวงตอกให้เป็นรู แต่ละรูห่างกัน 1 คืบ ทุกด้าน ถ้าเป็นท่อนใหญ่หรือตอไม้ ให้ตอกสลับกัน
3.        การตอกครั้งแรกให้ตอกลึกแค่เปลือกออกก่อนโดยใช้เหล็กกลมดันออก ตอกครั้งที่ 2 ให้กินเนื้อไม้ลึกป-1 ข้อนิ้วมือ
4.      นำเชื้อเห็ดถุงที่จะเพาะ ยัดในรูปที่ตอกแล้วปิดด้วยเปลือกไม้หรือไม้ที่ตอกออกใช้ค้อนทุบให้แน่นทำจนหมดไม้ หรือจนพอ
5.      ถ้าเชื้อเห็ดไม่หมดให้บรรจุในถุงพลาสติกปิดปากให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่ม สำหรับใช้ในวันต่อไป
วิธีการดูแล
1.       นำขอนเห็ดที่อัดเชื้อแล้วมาวางกองไว้ในที่ร่ม โดยใช้ไม้หมอนรองด้านล่างแล้ววางเรียงเป็นชั้น ๆ คลุมด้วยพลาสติกเปิดน้ำทุกสัปดาห์ (ถ้าเป็นไม้แห้ง) ไม้สดไม่ต้องรดน้ำ พักไว้ 1 เดือน
2.       เมื่อครบ 1 เดือน เปิดผ้าพลาสติกออกเพื่อให้ขอนไม้แห้ง พักไว้  1 เดือน
3.       เมื่อครบ 1 เดือน นำไปแช่น้ำ ครั้งละ 7-10 วัน แล้วเอาขึ้นไว้ริมสระน้ำ ตากจนแห้ง แล้วเอาลงแช่น้ำอีอีกทำสลับอย่างนี้จนเริ่มมองเห็นดอกเห็ด
4.       นำขอนที่เริ่มเห็นดอกเห็ดไปตั้งชันไว้เห็ดจะเกิดเต็มขอนจากขอนไม้จะกลายเป็นขอนเห็ด สามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 1-2 ปี แล้วแต่ขนาดขอน
       การเพาะเห็ดโดยวิธีนี้เหมาะสมในการทำเพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นการลดรายจ่ายเหมาะกับการดำรงชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำครั้งหนึ่งเก็บผลผลิตได้นานนับปี การลงทุนมีเพียงค่าก้อนเชื้อเห็ดราคาก้อนละ 10 บาทเท่านั้น สำหรับคนไม่มีเวลาดูแลตามขั้นตอน หลังเจาะรูใส่เชื้อแล้ว ก็ปล่อยตามธรรมชาติรอฝนตกในฤดูอย่างเดียว ก็จะเกิดดอกเหมือนกันแต่จะช้าหน่อย
เจ้าของผลงาน  นายขัญติภาณ  ศรีใส
สถานที่ติดต่อ สำนักงานกษตรอำเภอแวงใหญ่  จังหวัดขอนแก่น  โทรศัพท์  0-4349-6058
ที่มา :    สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร "นวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้ของเกษตรกรและชุมชน", 2552.

การเพาะถั่วงอกด้วยใบตองสดในตะกร้าพลาสติก

            ถั่วงอก  เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะมีโปรตีน วิตามินซี และเกลือแร่ เป็นผักที่นิยมบริโภคกันมาก ซึ่งสมัยก่อนเกษตรกรนิยมเพาะถั่วงอกด้วยทราย แต่เนื่องจากล้างทำความสะอาดค่อนข้างยาก เกษตรกรจึงพัฒนาการเพาะใหม่โดยการนำใบตองสดที่มีมากในท้องถิ่น มาเป็นวัสดุเพาะใส่ในเข่งไม้ไผ่ แต่เข่งไม้ไผ่ราคาค่อนข้างแพง เกษตรกรจึงนิยมเพาะในตะกร้าพลาสติกแทนซึ่งมีราคาถูกกว่า เกษตรกรใช้ระยะเวลาเพียง 3-4 วัน ก็สามารถนำถั่วงอกมาบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้ ซึ่งจะได้ถั่วงอกที่สด และปลอดภัยจากสารเคมี ไม่มีสารฟอกขาว สารคงความสด (ฟอร์มาลิน) ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
วิธีเพาะถั่วงอกด้วยใบตองสดในตะกร้าพลาสติก
อุปกรณ์                                    
1.      ตะกร้าใส่ผ้าระบายน้ำได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.5 นิ้ว ความสูง 9 นิ้ว จำนวน 1 ใบ
2.      ถั่วเขียวประมาณ 200 กรัม
3.      บัวรดน้ำ จำนวน 1 ใบ
วิธีทำ
1.       นำถั่วเขียวมาทำความสะอาดคัดเมล็ดที่เสียออก แช่น้ำประมาณ 5-6 ชั่วโมง
2.       นำใบตองสดมาฉีกเป็นเส้น ๆ ตามความยาวของใบฉีกตามเส้นร่องใบกว้างประมาณ 1 ซม. โดยตรงบริเวณหัวและท้ายใบ อย่าให้ขาดออกจากกัน
3.      นำใบตองที่ฉีกเป็นเส้น ๆ แล้วไปชุบน้ำ แล้วนำใบตองไปเรียงในก้นตะกร้าหนาประมาณ 2 ชั้น จึงนำเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำแล้วโรยบนใบตอง เกลี่ยให้เสมอกัน นำใบตองที่ชุบน้ำแล้วปิดทับเมล็ดถั่วเขียวชั้นแรกแล้วโรยเมล็ดถั่วเขียวบนใบตองชั้นที่ 2 แล้วทำซ้ำเหมือนชั้นแรกจนกระทั่งถึงความสูงครึ่งหนึ่งของความสูงของตะกร้าที่ใส่เพาะถั่วงอก ส่วนชั้นบนสุดนำใบตองไปปิดทับ แล้วจึงนำตะกร้าที่เพาะถั่วงอกไปตั้งในที่ร่ม อย่าให้โดนแสงแดดและที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
4.       รดน้ำในตะกร้าทุก ๆ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน สามารถนำไปบริโภคและจำหน่ายได้ นำใบตองปิดทับเมล็ดถั่วเขียวชั้นบนสุด ผลผลิตถั่วงอกหลังจากการเพาะเป็นเวลา 3 วัน

        การเพาะถั่วงอกด้วยใบตองในตะกร้าพลาสติกที่มีขนาดเล็กเหมาะสมสำหรับทำบริโภคในครอบครัว ถ้าหากต้องการเพาะเพื่อจำหน่ายจะต้องเพาะในภาชนะที่มีขนาดใหญ่และใช้ระบบน้ำที่ทันสมัยจึงจะได้ผลดี ได้รับประทานถั่วงอกที่สด ปลอดภัยจากสารพิษ และเป็นรายได้เสริมแก่ผู้เพาะจำหน่ายได้
เจ้าของผลงาน  นายมะอีซอ  หามะ
สถานที่ติดต่อ  18  หมู่ที่ 3 ตำบลเฉลิม  อำเภอระแงะ  จังหวัดนราธิวาส  โทรศัพท์  0-7367-1290
ที่มา :  สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร "นวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้ของเกษตรกรและชุมชน", 2552.

การย้อมสีกุหลาบ

                อำเภอพบพระเป็นอำเภอหนึ่งที่มีการปลูกกุหลาบมากที่สุด ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 และปลูกติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในบางครั้งและบางฤดูกาล เช่น ในฤดูฝนหรือช่วงที่ไม่มีเทศกาลกุหลาบจะมีราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงคิดค้นวิธีการเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งเราจะได้สีกุหลาบตามที่ต้องการนอกเหนือจากสีธรรมชาติ
วิธีย้อมสีดอกกุหลาบ
อุปกรณ์
1.     กุหลาบสีขาว
2.      สีผสมอาหาร
3.      กระป๋อง
4.      น้ำ
วิธีการ
1.      นำสีผสมอาหาร (สีเขียว เหลือง ฟ้า ฯลฯ) มาละลายน้ำ โดยใช้อัตราส่วน 2 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร
2.     นำกุหลาบสีขาวจำนวน 30 ดอก แช่ในน้ำที่ละลายสีเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 20-24 ชั่วโมง (ช่วงฤดูร้อน) ถ้ามีสภาพอากาศหนาวเย็นให้ใช้เวลาประมาณ 36-48 ชั่วโมง ดอกจะเปลี่ยนเป็นสีที่ต้องการ
3.      นำกุหลาบที่ย้อมสีแล้ว แช่ในน้ำธรรมดาประมาณ 10-15 นาที แล้วนำบรรจุหีบห่อหรือนำไปตกแต่งได้ตามที่ต้องการสามารถเพิ่มมูลค่าดอกกุหลาบได้ ราคาปกติ 0.50 บาท/ดอก เมื่อย้อมสีแล้วราคาจะเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า จะได้ราคาประมาณ 2-3 บาท/ดอก ลูกค้ามีความพึงพอใจกับสินค้าที่แปลกกว่าสีธรรมชาติ

           การย้อมสีกุหลาบเหมาะสำหรับกุหลาบสีขาวเท่านั้น หากเป็นดอกที่มีสีหรือมีสีเข้มจะทำให้สีกุหลาบที่ได้ออกมาไม่ชัดเจนและไม่สวยงาม
เจ้าของผลงาน  นายวิกรานต์  แสงมณี
สถานที่ติดต่อ สวนแสงมณี  73/4  หมู่9 ตำบลช่องแคบ  อำเภอพบพระ  จังหวัดตาก  โทรศัพท์ 081-785-4048,081-785-4364
ที่มา :  สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร "นวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้ของเกษตรกรและชุมชน", 2552.

การปลูกไผ่เลี้ยงนอกฤดู

             การปลูกไผ่เลี้ยงนอกฤดู โดยการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อบังคับใช้ออกนอกฤดู มีหน่อไม้ไว้ได้รับประทานตลอดปี โดยใช้ระบบน้ำหยด ให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ ไผ่เลี้ยงชนิดนี้ ปลูกง่าย ประหยัดน้ำ ประหยัดต้นทุน ปลูกได้ผลดีในพื้นที่ดอน สามารถบังคับให้ออกหน่อนอกฤดูได้ด้วย สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้แก่เกษตรกรและสามารถแปรรูปได้หลายอย่างเก็บไว้ได้นาน ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ปลอดภัยจากสารพิษ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
วิธีปลูกไผ่เลี้ยงนอกฤดู
1.    ปลูกต้นฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ระยะปลูก ระยะระหว่างต้น 2 เมตร ระยะระหว่างแถว 2 เมตร ขุดหลุมลึกประะมาณ 20 ซม. กว้างประมาณ 20 ซม. ปลูกได้ประมาณ 400 ก่อ/ไร่
2.      ใส่ปุ๋ยคอกแห้ง ใส่กอละประมาณ 1 กิโลกรัม หลังปลูกแล้ว ประมาณ 1 สัปดาห์ และใส่ครั้งที่ 2 เมื่อไผ่อายุได้ 4 เดือน แต่ก่อนจะใส่ปุ๋ยคอก จะต้องกำจัดวัชพืชรอบ ๆ ต้นกอไผ่ และพรวนดินด้วย แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
3.       ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 27-12-6 จำนวน 200 กก./ไร่/ปี ใส่กอละ 1 ช้อนแกง ทุก ๆ 15 วัน เฉลี่ยแล้วใส่ประมาณ 25 กก./ไร่/เดือน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
4.       ให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด การทำระบบน้ำหยดในสวนไผ่ ในพื้นที่ 1 ไร่ ลงทุนประมาณ 5,000 บาท
วิธีเก็บเกี่ยวหน่อไม้
        เริ่มเก็บหน่อไม้ได้เมื่อไผ่มีอายุ 5 เดือนขึ้นไป หรือมีต้นไผ่เลี้ยงเกิดขึ้นใน 1 กอ หรือ 1 หลุม ประมาณ 4 ต้นขึ้นไป จึงจะเก็บเกี่ยวหน่อไผ่ได้ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วให้เหลือต้นไผ่เลี้ยงอยู่ในกออย่างน้อย 3 ต้นขึ้นไป ปกติแล้วไผ่เลี้ยงที่เราปลูกกันทั่ว ๆ ไป จะให้ผลผลิตเพียงฤดูเดียว คือ ฤดูฝนเท่านั้น ถ้าหากมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี อย่างสม่ำเสมอ มีการให้น้ำให้ปุ๋ยเป็นอย่างดี ไผ่เลี้ยงก็จะออกหน่อนอกฤดูได้เป็น 3 ฤดู ทำให้มีรายได้ตลอดปี
       การปลูกไผ่เลี้ยงที่จะบังคับให้ออกนอกฤดู ต้องมีความขยันเป็นพิเศษ ดูแลสม่ำเสมอ และขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ถ้าเป็นที่ลุ่มจะไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร เพราะอาจเกิดน้ำท่วมขัง และจะต้องมีการตัดแต่งกิ่งเรื่อย ๆ ในช่วงฤดูแล้งให้ได้วัสดุคลุมโคนกอไผ่ไว้ เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ และต้องระวังไฟป่าเป็นพิเศษ ด้านราคาในช่วงต้นฝนจะราคาตกต่ำให้หันไปแปรรูปถนอมอาหาร และราคาจะกระเตื้องขึ้นในช่วงนอกฤดู
เจ้าของผลงาน  นายโยธิน  วาทะโยธา
สถานที่ติดต่อ  70  หมู่ 11  ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์  จังหวัดชัยภูมิ  โทรศัพท์ 083-367-3026
ที่มา :   สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร "นวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้ของเกษตรกรและชุมชน", 2552.

การทำฝาสานจากไม่ไผ่

               การสานฝาไม้ไผ่ได้เริ่มต้นครั้งแรกที่หมู่ที่ 8 บ้านค่ายรวมมิตร ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล โดยการแนะนำของ นายอุโมก กาญจนวานิช เจ้าของลำปำรีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ได้มาแนะนำครอบครัว นายอนันต์ คุ้มกัน โดยให้นายอนันต์ คุ้มกัน ถอดลายลูกแก้วจากย่านลิเภาเพื่อทำเป็นฝาสาน และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคใต้ได้มาแนะนำวิธีการผ่าไม้ไผ่เพื่อประหยัดเวลาและให้ตอกมีขนาดเท่ากัน โดยได้นำเอารูปแบบของที่กรองขยะจากท่อประปานำมาย่อขนาดให้เล็กลงเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของไม้ไผ่ เครื่องมือที่ใช้ผ่าไม้ไผ่มีลักษณะคล้ายดอกจำปา จึงได้เรียกชื่อว่าจำปา ไม้ไผ่ติดปากมาจนถึงปัจจุบัน
วิธีการทำฝาสานไม้ไผ่
                ไผ่พืชที่มีมากในท้องถิ่น ต้นของไผ่สามารถนำมาสานเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ โดยเฉพาะไม่ไผ่มัน ไผ่บาง สามารถนำมาสานเป็นฝา เพื่อใช้ทำเป็นที่อยู่อาศัยและสามารถจำหน่ายเพื่อยึดเป็นอาชีพต่อไปได้
1.  เริ่มจากการคัดเลือกหรือเตรียมไม้ไผ่ในลักษณะที่สมบูรณ์ ลักษณะของลำไผ่ไม่คดงอ
ลำไม้ไผ่โตขนาดตามต้องการ
2.  การผ่าตอกไม้ไผ่ ต้องคัดเลือกไม้ไผ่ให้เหมาะสมกับจำปา จะต้องจัดให้ซี่ที่ผ่าออกมาแต่ละซี่มีขนาด
ที่เท่ากันและต้องผ่าจากโคนของไม้ไผ่ ขั้นตอนการผ่าตอกมีขนาดของตอกที่เท่ากัน เมื่อนำมาสาน
เป็นฝาจะได้ผลงานที่ดี มีคุณภาพ
3.  ไม้ไผ่ที่ได้นำมาเหลาให้เรียบร้อย แล้วจึงนำมาสานลายต่าง ๆ เช่น ลายหนึ่ง ลายสอง
ลายลูกแก้ว ฯลฯ ลายลูกแก้วเป็นลายที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ โดยการทำทักษะในการสาน
ลายแม่บทมาดัดแปลง เพื่อให้เกิดลายได้ตามที่ต้องการ
       
          การทำอาชีพสานฝาจากไม้ไผ่คำนึงเรื่องการใช้วัสดุทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และการอนุรักษ์โดยการปลูกทดแทน สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี การสานฝาเป็นงานที่กำเนิดขึ้นที่บ้านค่ายรวมมิตร โดยเฉพาะลายลูกแก้ว ส่งเสริมให้คนมีรายได้จากอาชีพและสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้วัสดุในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งที่ทำให้มีความภาคภูมิใจ คือ ได้รับคัดเลือกเป็นหมู่บ้าน OTOP หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรมหนึ่งใน 80 หมู่บ้านทั่วประเทศ
เจ้าของผลงาน  นายเพียร  คุ้มกัน
สถานที่ติดต่อ  39  หมู่ 88  ตำบลทุ่งนุ้ย  อำเภอควนกาหลง  จังหวัดสตูล  โทรศัพท์ 0-7479-1116
ที่มา :        สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร "นวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้ของเกษตรกรและชุมชน", 2552.

กระเป๋าถือสตรีจากไม้ไผ่สาน

การออกแบบผลิตภัณฑ์กระเป๋าสตรีมีหลักการออกแบบตามสมัยนิยม ซึ่งออกแบบตามลักษณะการใช้งาน เช่น แบบสะพาย แบบหูหิ้ว
วัสดุ                            
1. ไม้ตอกจากไม้ไผ่ไร่
2. โครงเหล็กสำหรับทำกระเป๋าแบบต่าง ๆ
3. ผ้าบุรองกระเป๋าด้านใน
4. กาวลาเทค
5. กระดาษชาร์ทแข็ง
6. กรรไกร
7. กาวแลคเกอร์
วิธีทำ
1. นำไม้ไผ่มาจักตอกและรีดตอกให้เป็นเส้นบาง เพื่อใช้สานกระเป๋า
2. นำตอกที่ได้ไปรมควันไฟให้เกิดเป็นสีต่าง ๆ คือ สีดำ น้ำตาล เหลือง เมื่อนำมาสานจะทำให้เกิด
 ลวดลายตามสีของตอกไม้ไผ่
3. ตอกไม้ไผ่ที่ได้นำมาสานลวดลายตามต้องการ
4. นำไม้ไผ่ที่สานแล้วมาตัดตามแบบที่ต้องการ ตัดผ้ากาวตามแบบและอัดผ้ากาวติดกับไม้แผ่นที่สาน
5. ทำการขึ้นแบบตามโครงกระเป๋า และเย็บตามแบบกระเป๋าทาแลกเกอร์เพื่อความคงทนและเงางาม
ทิ้งไว้ให้แห้ง พร้อมติดอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อความสวยงาม
            การดูแลรักษากระเป๋าให้ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดฝุ่น หรือคราบสกปรกต่าง ๆ แล้วผึ่งลมให้แห้ง ห้ามนำไปตากแดด เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพิ่มมูลค่า สำหรับเครื่องใช้หรือเครื่องประดับ เป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชน และเป็นแหล่งเรียนรู้
เจ้าของผลงาน  นายแปลง  วงษาเสนา
สถานที่ติดต่อ เลขที่  127  หมู่ 1 ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอวังสะพุง  จังหวัดเลย โทรศัพท์ 0-4284-1430
ที่มา:   สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตรนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียงองค์ความรู้ของเกษตรกรและชุมชน”, 2552.